วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

มะรุม

          ความจริงของมะรุมอีกมุมหนึ่งก็คือ มะรุมไม่ได้ปลอดภัยไปเสียทีเดียว เพราะในตัวของมะรุมเองนั้นก็มีสารพิษอยู่เหมือนกัน
-              - หญิงตั้งครรภ์หากรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไปก็อาจจะทำให้แท้งบุตรได้
-              - ผู้ป่วยโรคเลือด ก็ไม่ควรรับประทานมะรุมเช่นกัน เพราะจะทำให้เม็ดเลือดแตกง่าย
-              - ผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์ก็ไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไป เพราะมะรุมมีโปรตีนที่ค่อนข้างสูงมาก
          แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้ความว่ามันจะเป็นพิษกับทุกๆคนที่รับประทาน เพราะคนไทยนิยมนำมาประกอบอาหารมานานมากแล้ว ซึ่งสำหรับผู้ที่คิดจะดูแลสุขภาพด้วยการหันไปซื้อมะรุมสกัดแคปซูลมารับประทานนั้น ก็ควรจะต้องระมัดระวังและควรเลือกซื้อมะรุมแคปซูลที่มีอย.ด้วย

         ในส่วนของใบมะรุมนั้นควรรับประทานใบสดที่ไม่แก่มากหรืออ่อนเกินไปโดยนำมาทำให้สุก แต่ไม่ควรถูกความร้อนนานเกินไป เพื่อให้ได้ประโยชน์จากสารอาหารอย่างเต็มที่ ซึ่งการใช้ใบนำมาประกอบอาหารสิ่งที่ต้องระวังก็คือไม่ควรให้เด็กทารกในวัยเจริญเติบโตถึง 2 ขวบรับประทานในปริมาณที่มาก เพราะในใบมะรุมมีธาตุเหล็กที่สูงมาก หรือเด็กที่อายุ 3-4 ขวบควรรับประทานแต่เพียงเล็กน้อย และไม่ว่าจะวัยไหนก็ตามก็ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ท้องเสียได้ (ไม่ได้เกิดกับทุกคน) ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย




มะรุม


          ปัจจุบันอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ใหญ่ในประเทศไทยมีอัตราสูงและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จากรายงานเมื่อปี พ.ศ. 2553 พบว่าเพศชายมีอัตราการป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าเพศหญิง ของอัตราการป่วยโรคมะเร็งทั้งหมด ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย โดยนิยมกินอาหารที่มีโปรตีนสูงซึ่งมีแหล่งที่มาจากเนื้อแดง รวมทั้งผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน และกินผักผลไม้ในปริมาณต่ำ การบริโภคฝักมะรุมซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านภาวะการอักเสบ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกัน นอกจากนี้ฝักมะรุมยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ คือมีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่เรียกว่า โอเมก้า 9 ในปริมาณสูง ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
          ผศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ อาจารย์สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และเลขาธิการสมาคมพิษวิทยาแห่งประเทศไทย บอกว่า จากรายงานการวิจัยพบว่า น้ำมันที่อยู่ในเมล็ดมะรุมสามารถรักษาโรคข้างเคียงเกี่ยวกับผิวหนัง นอกจากนี้ในส่วนต่าง ๆ ของมะรุมยังสามารถรักษาโรคไขข้ออักเสบหรือรูมาตอยด์ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ถือเป็นยาสมุนไพรที่ใช้แพร่หลายนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้กระแสความนิยมในการบริโภคมะรุมเพิ่มมากขึ้น และมีการบริโภคในปริมาณมากในรูปของผงมะรุมโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการได้รับปริมาณมากเกินไป
          จากการศึกษาคุณสมบัติในการต้านภาวการณ์อักเสบของลำไส้ใหญ่ในฝักมะรุมต้ม ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ พบว่า ปริมาณการบริโภคมะรุมมีความสำคัญต่อการป้องกันและบรรเทาอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยในทุกขนาดที่ทำการศึกษา คือ ตั้งแต่ 10-50 เท่าของปริมาณการบริโภคฝักมะรุมต้มในรูปอาหารของผู้ที่บริโภคฝักมะรุมต้มสุก (ขนาดการบริโภคฝักมะรุมต้มเท่ากับ  2 กรัมต่อน้ำหนักตัวคน 1 กิโลกรัมต่อวัน) หากให้กินก่อนในระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะได้รับสารก่อมะเร็งลำไส้ใหญ่จะสามารถลดความรุนแรงของพยาธิ สภาพของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่ที่น่าสนใจคือในระยะที่เกิดโรคมะเร็งลำไส้แล้ว การบริโภคฝักมะรุมหลังเกิดมะเร็งแล้วในปริมาณต่ำกลับให้ผลดีกว่าการบริโภคฝักมะรุมในปริมาณสูง ผลการศึกษาจึงแสดงให้เห็นว่า การบริโภคมะรุมเพื่อวัตถุประสงค์ในการบรรเทาอาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการบริโภคฝักมะรุมในปริมาณมากก็ไม่ได้มีผลดีเสมอไป
          จากการศึกษาคุณสมบัติในการต้านภาวะการอักเสบของมะเร็งลำไส้ใหญ่ของฝักมะรุมต้มเมื่อทำการทดสอบในหนูทดลองโดยสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติและคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การดำเนินการวิจัย ได้แบ่งการศึกษาเป็น 3 รูปแบบ คือ
1.             ศึกษาความปลอดภัยในการบริโภค โดยให้หนูทดลองกลุ่มที่อายุน้อยกินฝักมะรุมต้มซึ่งอยู่ในรูปของผงมะรุมต้มผสมอาหารปกติเป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ และหนูกลุ่มที่โตเต็มที่แล้วกินฝักมะรุมต้มเป็นระยะเวลา 15 สัปดาห์ โดยแบ่งปริมาณการบริโภคเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 10 เท่า 25 เท่า และ 50 เท่าของปริมาณการบริโภคฝักมะรุมต้มของคนที่กินมะรุม ซึ่งเป็นปริมาณที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับปริมาณการบริโภคโดยทั่วไป ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณฝักมะรุมต้มที่ให้ในทุกระดับจนถึงสูงสุด 50 เท่า ไม่มีผลต่อการส่งเสริมให้เกิดพยาธิสภาพของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

ฝักมะรุม


2.             ศึกษาการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยหนูทดลองกลุ่มนี้กินผงมะรุมต้มผสมอาหารปกติในขนาดเดียวกันกับหนูกลุ่มแรกเป็นเวลานาน 2 สัปดาห์ก่อนหนูได้รับสารก่อมะเร็งและสารส่งเสริมการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และยังคงให้หนูกินผงมะรุมต้มต่อไปอีก 3 สัปดาห์ รวมเป็น 5 สัปดาห์ พบว่าสามารถลดความรุนแรงของพยาธิสภาพของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มที่ได้รับสารก่อมะเร็งและสารส่งเสริมการเกิดมะเร็งโดยไม่ได้รับอาหารที่ผสมผงมะรุมต้ม โดยทุกขนาดของผงฝักมะรุมต้มที่หนูทดลองได้รับสามารถลดพยาธิสภาพของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ โดยเฉพาะในผงฝักมะรุมต้มที่มีปริมาณสูง (50 เท่า) จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ดีกว่าในปริมาณอื่น ๆ ซึ่งส่งผลดีในด้านการป้องกันก่อนที่จะเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

3.             ศึกษาการบรรเทาอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อน แล้วจึงให้กินฝักมะรุมต้มเป็นระยะเวลา 15 สัปดาห์ โดยแบ่งเป็น 3 ขนาดเช่นเดียวกับในหนูกลุ่มอื่น ๆ ผลการศึกษากลับพบว่า ในทุก ๆขนาดของการบริโภคฝักมะรุมสามารถลดความรุนแรงของภาวะการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่มะรุมที่มีปริมาณต่ำ (10 เท่า) กลับให้ผลดีกว่าการให้ผงฝักมะรุมต้มในปริมาณสูง (25 เท่าและ 50 เท่า) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าปริมาณการบริโภคมะรุมในระยะที่เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้วมีความแตกต่างจากการกินระยะก่อนการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ฉะนั้นการบริโภคฝักมะรุมในปริมาณมากก็ไม่ได้มีผลดีเสมอไป โดยเฉพาะในรูปของการนำมาทำเป็นผงแห้งแล้วใส่แคปซูล หรือ ในรูปสารสกัดมะรุมที่เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งผลในด้านการรักษาหรือป้องกันโรคจะต่างกัน เนื่องจากการนำมาสกัดจะมีสารสำคัญเพียงบางชนิดและอยู่ในรูปของสารเคมีที่มีความเข้มข้น เมื่อกินอย่างต่อเนื่องในปริมาณสูง อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นพิษในร่างกาย อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลยืนยันจากการศึกษาในคน ส่วนใหญ่มีเพียงข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในระดับหลอดทดลองและในระดับเซลล์เท่านั้น

          เพื่อตอบสนองความนิยมในการบริโภคมะรุมและป้องกันความเสี่ยงจากการบริโภคมะรุมในปริมาณมากเกินจนอาจเสี่ยงต่ออันตรายของร่างกาย จึงควรบริโภคฝักมะรุมในรูปส่วนประกอบของอาหาร โดยส่งเสริมรายการอาหารที่ใช้ฝักมะรุมเป็นส่วนประกอบ เช่น แกงส้มมะรุมให้มีความแพร่หลายมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างสรรค์รายการอาหารใหม่ ๆ เช่น ยำ หรือแกงชนิด ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการบริโภคฝักมะรุมให้มากขึ้น นอกจากนั้นยังต้องกินอาหารที่มีผักและผลไม้ที่หลากหลายซึ่งอุดมด้วยสารพฤกษเคมีที่มีสารสำคัญในการออกฤทธิ์แตกต่างกัน ให้ผลในเชิงป้องกันโรคและให้คุณค่าทางโภชนาการด้านใยอาหาร ย่อมเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

เมื่อต้องการกินอาหารให้เป็นยา ต้องไม่กินอาหารตามค่านิยมหรือความเชื่อ แต่ควรเลือกกินโดยใช้ความรู้ และรับข้อมูลจากหลาย ๆแหล่ง พร้อมศึกษาและชั่งน้ำหนักข้อมูลให้ดี ใช่ว่าเมื่อกินอาหารชนิดนั้นในปริมาณมากแล้วจะส่งผลในด้านดีทั้งหมด จึงต้องพิจารณาด้วยว่ากินส่วนไหน ปริมาณเท่าใด ความถี่มากน้อยเพียงไร และในรูปแบบใด จึงจะสามารถป้องกันและรักษาโรคได้.
ที่มา: นวพรรษ บุญชาญ. คอลัมน์ คุณหมอขอบอก. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน 2554





มะรุม


          ในภาพรวมของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า มะรุมมีฤทธิ์ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น ฤทธิ์ลดความดันโลหิต ต้านการเกิดเนื้องอก ต้านมะเร็ง ลดระดับคอเลสเตอรอล ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันตับอักเสบ ต้านออกซิเดชัน ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาล และฤทธิ์ต้านการอักเสบ

         มีการศึกษาในคนเพียงชิ้นเดียว โดยมีเพียงรายงานเกี่ยวกับการใช้ยา Septillin ซึ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากพืช 6 ชนิด ได้แก่ มะรุม บอระเพ็ด จิตรลดา มะขามป้อม ชะเอมเทศ Balsamodendron mukul (พืชอินเดีย) และเปลือกหอยสังข์ โดยพบว่า Septillin ให้ผลดีทางคลินิกในเด็กซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับการติดเชื้อในระบบทาง เดินหายใจส่วนบน และการติดเชื้อที่ผิวหนัง

สำหรับงานวิจัยที่น่าสนใจ ในสัตว์ทดลองมีโดยย่อดังนี้

ฤทธิ์มะรุมลดความดัน โลหิต
          สารสกัดน้ำและเอทานอลของใบมะรุม สารสกัดเอทานอลของฝักมะรุม สารสกัดเมทานอลของฝักแห้งและเมล็ด แสดงฤทธิ์ลดความดันโลหิตในสุนัขและหนู

ฤทธิ์ต้านการเกิด เนื้องอกและฤทธิ์ต้านมะเร็ง
          สารสำคัญในกลุ่ม thiocarbamate จากใบ สารสกัดเอทานอลของเมล็ด แสดงฤทธิ์ทั้งยับยั้งการเจริญเติบโต และทำลายเซลล์มะเร็ง เมื่อป้อนสารสกัดของผลและฝัก ขนาด 5 มก./กก. น้ำหนักตัว มีผลลดจำนวนเซลล์มะเร็งผิวหนังของหนูได้

มะรุมมีฤทธิ์ลดระดับคอเลสเตอรอล
          สารสกัดน้ำของส่วนใบ มีผลลดระดับคอเลสเตอรอลและลดการเกิด plaque ในหลอดเลือดของหนูและกระต่ายซึ่งได้รับอาหารชนิดที่มีไขมันสูง การทดสอบโดยให้กระต่ายที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูงและกระต่ายปกติ โดยให้กินผลมะรุมขนาด 200 มก./กก. น้ำหนักตัว ต่อวัน นาน 120 วัน เปรียบเทียบกับยาลดไขมันโลวาสแตทิน 6 มก./กก. น้ำหนักตัว ต่อวัน และให้อาหารไขมันมาก พบว่ามีผลลดระดับคอเลสเตอรอล, phospholipids, triglycerides, low density lipoprotein (LDL), very low density lipoprotein (VLDL), อัตราส่วนระหว่างคอเลสเตอรอลและ phospholipids และ atherogenic index ในกระต่ายกลุ่มแรกได้

ฤทธิ์ต้านการเกิด แผลในกระเพาะอาหาร
          สารสกัดเมทานอลจากใบ และสารสกัดเมทานอลจากส่วนของดอก สามารถยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของหนู ซึ่งถูกเหนี่ยวนำโดยแอสไพรินได้ ในขณะที่สารสกัดน้ำจากใบมีผลป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วย


ฝักมะรุม


มะรุมมีฤทธิ์ป้องกันตับอักเสบ
          สารสกัดเอทานอลจากใบ สารสกัดน้ำและสารสกัดเอทานอลจากดอก มีฤทธิ์ป้องกันการทำลายเซลล์ตับหนูที่ได้รับ acetaminophen (ยาพาราเซตามอล) และสารสกัดน้ำจากส่วนรากแสดงฤทธิ์ป้องกันการทำลายเซลล์ตับหนูจากการ เหนี่ยวนำโดยยาไรแฟมพิซิน

ฤทธิ์มะรุมต้านออกซิเดชัน
สารสกัดน้ำ สารสกัด 80% เอทานอล และสารสกัด 70% เอทานอลจากส่วนใบ ผงแห้งบดหยาบและสารสกัดน้ำจากเมล็ด และสารในกลุ่ม phenol จาก ส่วนราก สามารถต้านและกำจัดอนุมูลอิสระได้

ฤทธิ์ต้านเชื้อ แบคทีเรีย
          น้ำคั้นสดของใบ สารประกอบคล้าย pterygospermin ของดอก สารสกัดอะซีโตนและสารสกัดเอทานอลจากเมล็ด สารสกัดน้ำจากเมล็ด น้ำคั้นจากเปลือกต้น สารสกัดเอทานอลของเปลือกราก และสาร athomin จากเปลือกราก มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด นอกจากนี้ยังมีการใช้สารสกัดน้ำมันจากเมล็ด ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ กับตา โดยพบว่าใช้ได้ดีกับ pyodermia ในหนู ที่มีสาเหตุมาจาก Staphylococcus aureus

ฤทธิ์ลดระดับ น้ำตาล
          ผงใบแห้ง สารสกัด 95% เอทานอล และเถ้าจากเปลือกต้น มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูปกติ และหนูที่เป็นเบาหวาน ส่วนสารสกัดเมทานอลจากเปลือกรากแสดงฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในหนู

มะรุมมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
          ชาชงน้ำร้อน และสารสกัดเมทานอลจากราก มีฤทธิ์ยับยั้งอาการบวมที่อุ้งเท้าหลังของหนูที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน ในขณะที่เมล็ดแก่สีเขียว สารสกัดเอทานอลจากเมล็ดแห้ง และสารสกัดเอทานอลจากเมล็ด มีผลลดการอักเสบของทางเดินหายใจในหนูตะเภา ซึ่งยืนยันถึงการใช้มะรุมในทางพื้นบ้านเพื่อบำบัดอาการผิดปกติจากภูมิแพ้ เช่น หอบหืด สารสกัดเอทานอลจากเมล็ด สามารถลดการบวมของอุ้งเท้าบริเวณข้อของหนูและพบว่าสารสกัดมะรุมมีผลลด oxidative stress ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านการอักเสบด้วย

ความเป็นพิษของมะรุม
          มีการรายงานความเป็นพิษของมะรุมในระดับเซลล์และในสัตว์ทดลองว่า
          สารสำคัญ4(alpha-L-rhamnosyloxy) phenylacetonitrile จากเมล็ด แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ใน Micronucleus test สารสกัดน้ำจากใบ หรือ 90% เอทานอล ในขนาด 175 มก./กก. ของน้ำหนักแห้ง เมื่อป้อนให้หนูที่มีการผสมพันธุ์ สามารถทำให้เกิดการแท้งได้

          สารสกัดน้ำของรากขนาด 200 มก./กก.น้ำหนักตัว เมื่อให้กับหนู จะเหนี่ยวนำให้เกิดทารกฝ่อ (foetal resorption) ในการตั้งครรภ์ระยะสุดท้าย

          สารสกัดเมล็ดด้วย 0.5 M borate buffer มีผลทำให้เม็ดเลือดแดงของกระต่ายรวมตัวกัน
เมื่อให้หนูกินผงของเมล็ดดิบที่แก่ของมะรุม โดยไม่จำกัดจำนวนเป็นเวลา 5 วัน พบว่าทำให้ความอยากอาหาร การเจริญเติบโตและการใช้โปรตีนลดลง ขนาดของกระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ ตับอ่อน ไต หัวใจ และปอดใหญ่ขึ้น ในขณะที่ต่อมไทมัส และม้ามมีลักษณะฝ่อลง โดยเปรียบเทียบกับหนูกลุ่มที่ได้รับอาหารที่มีไข่ขาวเป็นส่วนประกอบ
การทดสอบความเป็นพิษโดยให้หนูกินส่วนราก หรือฉีดสารสกัดไม่ระบุชนิดตัวทำละลายเข้าใต้ผิวหนัง ในขนาด 10 ก./กก. น้ำหนักตัว ไม่พบความเป็นพิษ

          การทดลองในสัตว์เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่มีประโยชน์เพื่อการทำวิจัยต่อยอดไป ยังการทดลองในมนุษย์ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตัวทำละลายที่นักวิจัยใช้ในการสกัดจะมีทั้งน้ำ และแอลกอฮอล์ เพื่อให้สะดวกต่อการป้อนสัตว์ทดลอง ซึ่งข้อมูลข้างต้นเป็นความรู้ที่จะทำให้สามารถหาส่วนสกัดที่มีสารสำคัญได้ หากจะรับประทานใบ เนื้อในฝัก หรือดอกมะรุม ซึ่งเราใช้เป็นอาหารมานานแล้วเพื่อการรักษาโรค ก็อาจทำได้แต่อย่าหวังผลมากนัก และไม่ควรรับประทานในปริมาณมาก หรือติดต่อกันนานเกินไป ซึ่งอาจมีการสะสมสารบางอย่างและอาจเป็นพิษได้ และจากรายงานความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง ซึ่งพบว่าทำให้เกิดการแท้ง ดังนั้นควรระมัดระวังการใช้ส่วนต่างๆ ของมะรุมในสตรีมีครรภ์

รายละเอียดที่นำเสนอนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ นำมาจากบทความเรื่อง
มะรุม: พืชสมุนไพรหลากประโยชน์

โดยรองศาสตราจารย์ วิมล ศรีศุข ซึ่งอยู่ในจุลสารข้อมูลสมุนไพรฉบับ 26(4) ที่กำลังจะนำมาเผยแพร่สู่ประชาชนในเดือนกรกฎาคม 2552 หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือติดต่อโดยตรงที่ 02-354-4327





มะรุม

มะรุม ชื่อสามัญ Moringa

มะรุมเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบ ๆ ประเทศ อินเดีย ศรีลังกา และแอฟริกา เป็นพืชปลูกง่าย เจริญได้ดีในดิทุกชนิด ต้องการน้ำสำหรับการเจริญเติบโตและความชื้นในอากาศปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำกิ่ง เมล็ดพันธุ์งอกเร็ว ใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ ต้นกล้าสามารถสูงได้ประมาณ 10-20 เซนติเมตร
มะรุม จัดเป็นพืชผักพื้นบ้านของไทย มีประโยชน์มากมายอเนกประสงค์ ทั้งทางด้านอาหาร ยาและอุตสาหกรรม เป็นพืชยืนต้นที่โตเร็ว ทนแล้งได้ดีมาก ปลูกง่ายในเขตร้อน สามารถเติบโตได้สูงถึง 4 เมตรและยังออกดอก ติดผลได้ภายในปีแรกที่ปลูก ใบเป็นใบประกอบคล้ายกับขนนก ชนิดที่แตกใบย่อย 3 ชั้น ยาว 20 - 40 เซนติเมตร ออกเรียงแบบสลับ ใบย่อยยาว 1 - 3 เซนติเมตร รูปไข่ ปลายใบและฐานใบมน ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าและมีขนเล็กน้อยขณะที่ใบยังอ่อน ใบมีรสหวานมัน ออกดอกในฤดูหนาว บางพันธุ์ออกดอกหลายครั้งในรอบปี ดอกเป็นดอกช่อสีขาว กลีบเรียง มี 5 กลีบแยกกัน ดอกมีรสขม หวาน มันเล็กน้อย ผลเป็นฝักยาว เปลือกสีเขียวมีส่วนคอดและส่วนมน เป็นระยะ ๆ ตามยาวของฝัก ความยาวฝัก 20 - 50 เซ็นติเมตร มีรสหวาน เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้ม 3 ปีก เส้นผ่าศูนย์กลางของเมล็ดประมาณ 1 เซนติเมตร มะรุมมีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่าง ๆ ชื่ออื่นอีกเช่น “บะค้อนก้อม” (ภาคเหนือ)“ผักอีฮุมหรือบักฮุ้ม” (ชาวอีสาน) ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก “กาแน้งเดิง” ส่วนชาวฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก “ผักเนื้อไก่” เป็นต้น

ต้นมะรุม


          มะรุมอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุรวมมากมายหลายชนิด ซึ่งวิตามินที่สำคัญในมะรุมที่เด่นมากคือมีวิตามินเอ ซี แคลเซียม โพแทสเซียม และธาตุเหล็กในปริมาณที่สูงมาก นอกจากนี้มะรุมยังมีคุณสมบัติเป็นยาสมุนไพรใช้ในการรักษาโรคได้หลายชนิด แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรจะมองว่ามะรุมเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรค แต่ควรจะมองมันเป็นผักพื้นบ้านที่มีประโยชน์กับร่างกายจะเหมาะกว่า เพราะการศึกษาหลายอย่าง ๆ ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย



ทดสอบลิงค์

ขับเคลื่อนโดย Blogger.